ควบคุมงบในการสร้างบ้านอย่างไร ไม่ให้เกิดปัญหาบานปลาย


การจะสร้างบ้านเป็นของตัวเองสักหลัง ถือว่าเป็นเรื่องที่ใหญ่เรื่องหนึ่งในชีวิต และต้องเตรียมตัวอะไรหลายอย่างก่อนที่จะสร้าง เพื่อให้ได้บ้านเหมือนที่ฝันเอาไว้ แต่การสร้างบ้านก็ใช่ว่าจะง่ายดั่งใจทุกอย่าง เพราะมีปัญหาหลายข้อเหมือนกันที่ต้องเจอ ตั้งแต่การหาผู้รับเหมา รับสร้างบ้าน ที่ต้องเลือกให้ดี และปัญหาบานปลายเกี่ยวกับงบในการก่อสร้าง

ปัญหาเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องรับมือก่อนเริ่มสร้างจริง วิธีที่ต้องดูให้ดีก็คืองบในการสร้างบ้าน ฉะนั้นเราจะมาดูกันว่าวิธีการในการควบคุมงบสร้างบ้าน มีอะไรที่ควรรู้ เพื่อที่เวลาสร้างจริงจะได้จัดการกับปัญหาเหล่านี้ได้

วิธีการควบคุมงบสร้างบ้านไม่ให้บานปลาย

1.เข้าใจขั้นตอนการสร้างบ้าน

ก่อนอื่นเพื่อเป็นการประเมินงบสร้างบ้านเบื้องต้น คุณควรทราบขั้นตอนในการสร้างบ้านก่อนว่ามีส่วนไหนที่จำเป็นต้องใช้งบ โดยขั้นตอนหลักๆ ในการสร้างบ้านก็คือ ขั้นตอนการถมที่ดินหรือปรับที่, ขั้นตอนการวางโครงสร้างบ้าน, วัสดุในการสร้างบ้าน, ขั้นตอนการสร้างบ้าน, และสุกท้ายก็คือขั้นตอนในการตกแต่งบ้าน ที่จะเป็นส่วนที่มีงบบานปลายมากที่สุด

2.เลือกวัสดุ

วัสดุในการสร้างบ้านมีหลายอย่างที่จำเป็น และวัสดุแต่ละประเภทก็จะมีหลายเกรดให้เลือกด้วย ถ้าเป็นวัสดุคุณภาพทั่วไป ราคาก็จะไม่แพงมาก เป็นราคาที่จับต้องได้ แต่ถ้าเน้นเป็นวัสดุที่มีคุณภาพสูงทั้งหมด ราคาก็จะแพงขึ้นไปหลายเท่า ฉะนั้นผู้ที่จะสร้างบ้าน ควรเลือกวัสดุให้ดีก่อน อาจจะปรึกษากับผู้รับเหมา รับสร้างบ้าน ก่อนที่จะสร้างก็ได้ เพื่อความชัวร์

3.เช็คขั้นตอนในการจัดซื้อ

การจัดซื้อวัสดุสำหรับสร้างบ้าน ส่วนใหญ่ผู้จ้างจะให้ทางผู้รับเหมาเป็นคนจัดซื้อทั้งหมด แล้วเราเป็นคนจ่ายเงินอย่างเดียว และเพื่อเป็นการควบคุมคุณภาพของวัสดุและป้องกันไม่ให้มีการใช้งบเกิน เราควรเช็คทุกครั้งที่มีการซื้อวัสดุเหล่านี้ ว่าเป็นไปตามที่วางแผนเอาไว้หรือไม่ ไม่ใช่เสียเงินซื้อวัสดุราคาแพง แต่ได้วัสดุเกรดต่ำมา แบบนี้จะเข้าข่ายการโกงได้

4.ตกแต่งบ้านเท่าที่จำเป็น

เวลาที่อยากตกแต่งบ้านครั้งแรก ความรู้สึกของคนที่บ้านเป็นของตัวเอง มักจะทำนั่นทำนี่ เพื่อให้บ้านตัวเองน่าอยู่ที่สุด จึงเลือกซื้อของแตกบ้านแบบไม่ยั้ง ทั้งๆ ที่ของบางอย่างอาจจะไม่จำเป็นด้วยซ้ำ ผลที่ตามมาก็คืองบในการสร้างบ้านจะบานปลายไม่หยุด ถ้าหากคุณต้องการควบคุมงบในส่วนนี้ ก็ควรเลือกของแต่งบ้านเท่าที่จำเป็นก็พอ หรือจะไปแต่งเพิ่มทีหลังทีละนิดทีละหน่อยก็ได้

5.เลือกผู้รับเหมาให้ดี

การเลือกผู้รับเหมาก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้งบบานปลายได้เช่นกัน ในการเลือกแนะนำว่าควรเลือกที่เป็นบริษัทโดยตรงเลย จะทำให้คุณดูแลงบได้ง่าย ที่สำคัญคือไม่เสี่ยงโดนโกง

ทั้งหมดนี้ก็เป็นขั้นตอนในการควบคุมงบในการสร้างบ้านไม่ให้บานปลาย ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจสร้างและเริ่มจ้างผู้รับเหมา รับสร้างบ้าน ควรวางแผนเกี่ยวกับเรื่องงบให้รอบคอบก่อน อย่าไปแก้ปัญหาเอาเฉพาะหน้า ไม่เช่นนั้นจะทำให้การสร้างบ้านมีอุปสรรคได้

Related Post

ไอเดียตกแต่งภายในบ้านชั้นเดียวสวยจบ ครบทุกห้องไอเดียตกแต่งภายในบ้านชั้นเดียวสวยจบ ครบทุกห้อง

หลาย ๆ ท่านที่กำลังหาข้อมูลและหาบริษัทรับออกแบบตกแต่งภายในบ้านชั้นเดียวให้ดูดีมีเสน่ห์และเหมาะสำหรับการพักผ่อนในวันหยุดสุดสัปดาห์หลังจากผ่านการทำงานมาทั้งอาทิตย์ของท่าน วันนี้เรามีหลักการเลือกบริษัทรับออกแบบตกแต่งภายในบ้านและขอแนะนำสไตล์การออกแบบตกแต่งบ้าน  5 แบบ 5 สไตล์ ที่จะทำให้บ้านชั้นเดียวของทุกท่าน ดูดีมีเอกลักษณ์ เราไปดูกันเลย  หลักการเลือกบริษัทรับออกแบบตกแต่งภายในบ้าน  1.เลือกบริษัทที่เอกสารครบถ้วนและถูกต้อง  ทุกท่านควรเลือกบริษัทรับออกแบบตกแต่งภายในบ้านที่ผ่านการจดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพราะในปัจจุบันธุรกิจนี้เป็นที่สนใจของลูกค้ามากมาย มีผู้รับเหมารายใหม่ ๆ เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ดังนั้นการที่เราเลือกบริษัทรับออกแบบตกแต่งภายในบ้านที่ผ่านการจดทะเบียนแล้ว จะช่วยเสริมความเชื่อมั่นของท่านได้ว่างานจะเสร็จแน่นอน แถมยังสามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังได้อีกด้วย  2.ใช้บริการบริษัทรับออกแบบตกแต่งภายในบ้านทีครบวงจร  ฃควรเลือกบริษัทรับออกแบบตกแต่งภายในบ้านที่มีทั้งบริการออกแบบและก่อสร้าง เพื่อจะให้ท่านได้รับการบริการอย่างมีประสิทธิภาพเพราะทั้งผู้รับเหมากับทีมนักออกแบบสามารถประสานงานกันได้อย่างดีและเป็นไปในทางเดียวกัน ลดการเกิดปัญหาในการปรับปรุงตกแต่งได้  เพียงทำตามหลักการเลือกใช้บริการบริษัทรับออกแบบตกแต่งภายในบ้านที่เราแนะนำท่านผู้อ่านเพียงเท่านี้ ท่านก็สามารถมั่นใจได้เลยว่างานเสร็จแน่นอน และต่อไปขอแนะนำสไตล์การตกแต่งบ้านอีก 5 สไตล์ ดังนี้ครับ  1.บ้านชั้นเดียวสไตล์เน้น Open plan 

ประกันรถยนต์ 2 พลัส ราคาถูก

ประกันรถยนต์ 2 พลัสราคาถูกกว่าครึ่งแต่ได้มากกว่าประกันรถยนต์ 2 พลัสราคาถูกกว่าครึ่งแต่ได้มากกว่า

หลายคนคงเคยได้รับคำแนะนำให้สมัครประกันรถยนต์ 2 ราคาถูกแทนประกันรถยนต์ชั้น 1 ด้วยราคาที่ถูกลงกว่าครึ่งและคำโฆษณาที่ได้รับว่าได้คุณภาพที่เทียบเคียงกับประกันรถยนต์ชั้น 1 ได้นั้น ทำให้ผู้ขับขี่บางคนอาจสงสัยหรือเกิดความเคลือบแคลงใจว่า ในเมื่อชำระค่าเบี้ยประกันถูกลงขนาดนี้แล้วจะได้รับวงเงินคุ้มครองที่คุ้มค่ากับการจ่ายหรือไม่ ในบทความนี้จะมาเปรียบเทียบวงเงินคุ้มครองในกรณีต่างๆ ของประกันรถยนต์ 2 พลัสราคาถูกกับประกันรถยนต์ชั้น 1 ที่ราคาสูงกว่ากันค่ะ  กรณีแรกคือการรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอกในเรื่องของชีวิตและอนามัย หากเป็นประกันชั้น 1 จะได้รับวงเงินคุ้มครองประมาณ 200,000 บาทต่อคนและไม่เกิน 10,000,000 บาทต่อครั้ง ในขณะที่ประกันรถยนต์ 2พลัสราคาถูกกว่า จะมีวงเงินที่น้อยกว่าอยู่ที่ประมาณ 100,000 บาทต่อคน แต่ไม่เกิน 10,000,000 บาทต่อครั้งเช่นเดียวกันกับประกันรถยนต์ชั้น 1   ส่วนในกรณีที่มีความเสียหายต่อบุคคลภายนอกในกรณีของทรัพย์สินนั้นจะมีความแตกต่างกัน ประกันรถยนต์ 2 พลัสราคาถูกกว่าจะให้วงเงินที่ 250,000 บาท ในขณะที่ประกันชั้น 1 จะให้อยู่ที่ 500,000 บาท แต่ในเรื่องของความเสียหายส่วนแรกของทรัพย์สินจะไม่ต่างกัน  กรณีที่สูญเสียมือ เท้า หรือดวงตาสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร รวมถึงกรณีของการจ่ายค่ารักษาพยาบาล ประกันรถยนต์ 2 พลัสราคาถูกกว่าแต่ให้วงเงินเท่ากันกับประกันรถยนต์ชั้น 1 คือ จ่ายค่ารักษาพยายาลและชดเชยการสูญเสียมือ เท้า หรือดวงตาที่ 100,000 บาทต่อคนทั้งสองกรณี เช่นเดียวกับกรณีของการประกันตัวผู้ขับขี่เมื่อเกิดคดีความ ทั้งประกันรถยนต์ชั้น 1 และประกันรถยนต์ 2 พลัสราคาถูกนั้นให้วงเงินชดเชยที่ 200,000 บาทต่อคน  ในกรณีอื่นๆ นอกจากนี้อาจขึ้นอยู่กับทุนประกันภัยและเงื่อนไขตามบริษัทที่ได้ทำประกันภัยไว้ ดังนั้นจะเห็นได้ว่า โดยส่วนใหญ่และวงเงินและสิทธิประโยชน์ที่ได้รับของประกันรถยนต์ 2 พลัสราคาถูกนี้จะเทียบเคียงกับประกันรถยนต์ชั้น 1 ได้เลยทีเดียว 

ท็อปเปอร์

มาทำความรู้จักกับท็อปเปอร์กัน อะไรคือท็อปเปอร์มาทำความรู้จักกับท็อปเปอร์กัน อะไรคือท็อปเปอร์

คุณเคยไหมรู้สึกเหนื่อยล้าจากการใช้ชีวิตมาทั้งวัน? วันที่เหนื่อยล้าจากการทำงานนั่งหน้าคอม หรือการใช้แรงงานกล้ามเนื้อ ที่มากเกินไปส่งผลทำให้เกิดการปวดเมื่อยที่ตัวและหลัง อย่างเช่น อาการของ Office syndrome ที่จะเกิดขึ้นกับกลุ่มวัยทำงานโดย เฉพาะกลุ่มพนักงานออฟฟิศที่จะต้องนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือบุคคลที่จะต้องทำงานนั่งท่าเดิมๆซ้ำๆเป็นเวลานานๆส่งผลทำให้เกิด ผลกระทบกับโรคต่างๆ เช่น เป็นระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ ระบบนัยน์ตาและการมองเห็น ระบบการย่อยอาหารและระบบอื่นๆ มากมายได้อีกด้วยแต่อาการออฟฟิศซินโดรมจะส่งผลต่อระบบกระดูก  และกล้ามเนื้อมากที่สุด ซึ่งอาการที่จะพบได้บ่อยคือ ปวดตึงที่คอ และบ่า ถ้าเป็นมากๆ อาจมึนและปวดร้าวศีรษะหรือมีอาการชาลงมาที่แขนได้ ซึ่งเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น เวลาทำงานนั่งผิดท่า ต้องนั่งก้มคอ เป็นเวลานานๆ เกร็งกล้ามเนื้อนานๆ รวมไปถึงการนั่งไปเรื่อยๆติดต่อกัน โดยไม่ได้มีเปลี่ยนท่า การยืดเส้นหรือลุกจากที่นั่งเพื่อผ่อนคลาย  เพราะฉะนั้นหลังจากการกลับมาจากการทำงานถึงที่บ้านเราจึงควรได้รับ การพักผ่อนอย่างเต็มที่เอาสิ่งที่เราแบกเอาไว้ที่หลังความเหนื่อยล้าต่างๆ ความปวดตัวทั้งหมด ยกมันออกไป และได้รับที่นอนที่แสนจะนุ่ม สบายที่จะทำให้ไม่ปวดหลัง ปวดตัว ปวดคอ ปวดบ่า ปวดไหล่ ปวดกล้ามเนื้อไปมากกว่าเดิมท็อปเปอร์จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจที่พวกเราควรมีติดบ้านเอาไว้  ท็อปเปอร์ (Topper) หรือเรียกอีกชื่อนึงอย่างที่คุ้นเคยกัน นั่นก็คือ ที่นอนปิกนิกนั่นเองเป็นแผ่นที่เอาไว้ใช้เสริมเตียงนอนเพื่อให้มีความนุ่มสบายตัวเรามักจะพบบ่อยได้ในโรงแรมเพราะด้วยความนุ่มของมันจนใครๆก็ต้องหลงรักในความนุ่มของท็อปเปอร์โรงแรมจึงชอบนำมาเป็นที่นอนเสริมและโดยทั่วไปท็อปเปอร์จะมีความหนาอยู่ที่ประมาณ 1-4 นิ้ว ส่วนวัสดุที่ใช้ทำนั้นจะแบ่งได้หลักๆ 5 อย่าง คือ  1. Topper ที่ทำมาจากฟองน้ำ ซึ่งวัสดุชนิดนี้ก็จะมีหลากหลายมากมาย อาทิเช่น เศษโฟมที่เป็นท่อแอร์สีดำ เศษฟองน้ำอัดกาว หรือถ้าดีหน่อยก็จะเป็นฟองน้ำแผ่นๆที่มีระดับความหนาของมันอยู่ความนุ่มก็จะแตกต่างกันออกไป แต่ตัวที่เป็นที่นิยมเลยในหมวดของ ท็อปเปอร์ฟองน้ำ ก็จะเป็น Memory Foam เพราะให้ความนุ่มและ ความหนืดแต่ก็ตามมาด้วยปัญหาที่ค่อนข้าง มีน้ำหนักพอสมควร ยากต่อการขนย้าย  2. Topper ที่ทำมาจากใยมะพร้าว เป็นตัวที่นิยมในสมัยแรกๆตอนต้นที่ยังไม่ค่อยมีใครได้รู้จักท็อปเปอร์ ซึ่งจะเป็นใยมะพร้าวแผ่นอัดแข็งและจะมีฟองน้ำบางๆอยู่ข้างบนหรือข้างล่างก็ได้ แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะแข็งๆหน่อยและมีน้ำหนักมาก ยากต่อการขนย้าย จึงเป็นได้แค่ที่นิยมในตอนช่วงแรกๆเท่านั้น  3. Topper ที่ทำมาจากยางพาราและยางพาราสังเคราะห์ ซึ่งจะแบ่งเป็น2ชนิด คือ เศษยางอัดและยางพาราแผ่น ซึ่งวัสดุนี้ที่นำมา ใช้ก็จะอ่อนนุ่มกว่า2ตัวข้างบนเยอะมากๆและใช้ได้นานกว่าทนทานกว่า แต่ก็จะแลกมาด้วยกับราคาที่ค่อนข้างสูงกว่า ด้วยเช่นกัน แต่ก็ยังคงคอนเซปต์น้ำหนักเยอะเช่นเดิม  4. Topper ที่ทำมาจากใยต่างๆ อาทิเช่น ใยขนห่านเทียม ซึ่งเป็นที่นิยมมากๆ เพราะใยขนห่านเทียมนี้จะมีความนุ่มความลื่น สบายตัว ฟูๆเหมือนอยู่บนปุยเมฆ เป็นวัสดุที่นุ่มที่สุด และมีน้ำหนักเบา ที่สุดจากทั้งหมดที่กล่าวมาแต่ก็จะตามมาด้วยราคาที่สูงพอตัวด้วยเช่นกัน  5. Topper ที่ทำมาจากขนสัตว์ ขอยกตัวอย่างขนสัตว์ที่เป็นที่นิยมในการนำมาทำเป็นวัสดุ ก็คือ ขนเป็ด ซึ่งมีหลายราคาตั้งแต่หลักพันขึ้นจนไปถึงหลักหมื่น ความนุ่มก็จะไล่เลี่ยไปตามระดับ ประสิทธิภาพในความนุ่มนั้นนุ่มจริงแต่ก็จะมีระยะเวลาที่ใช้นั้นได้ไม่นานนัก อายุสั้น และอาจมีกลิ่นสาปสัตว์ขึ้นมาได้ ผู้ที่จะใช้วัสดุนี้จึงจำเป็นจะต้องพิถีพิถันในการเลือก เลือกให้ดีและต้องมีกำลังทรัพย์ที่มากกว่ากว่าการเลือก Topper ประเภทอื่นอีกเท่าตัว  และนี่ก็คือวัสดุหลัก 5 อย่างใหญ่ๆที่นำมาใช้เป็นท็อปเปอร์ การเลือกวัสดุอยู่ที่ความพึงพอใจว่าต้องการแบบไหน ต้องไปลองไปสัมผัสด้วยตัวเอง ความนุ่มแบบไหนที่ใช่ ที่ได้นอนแล้วจะชอบ แล้วจะทำให้คืนธรรมดาๆกลายเป็นคืนพิเศษด้วยท็อปเปอร์แผ่นรองเตียงที่แสนจะนุ่ม พร้อมเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการไม่ต้องมาปวดหลัง